กตัญญู's profileu_nakiPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    July 26

    สมการของชีวิต คณิตศาสตร์ของคนโง่

     
     

    ชื่อเรื่องอันนี้กิ๊บเก๋สะเหล่ไก๋ไปเลยไหมล่ะครับ(หรือใครจะเถียงว่าไม่เท่ก็ได้อันนี้ไม่ห้าม ฮา) ผมขออนุญาตเฉลยทุกท่านไปก่อนเลยว่าเนื้อเรื่องต่อไปนี้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคณิตศาสตร์หรือความรู้ใดๆ ทั้งสิ้นหรอกครับ  

                ความเป็นจริงก็คือผมอยากหยิบชีวิตอย่างย่นย่อบางส่วนของตนเอง มาแทนค่าให้เห็นถึงความหมายบางอย่างที่ผมพอจะเข้าใจได้สั้นๆ เป็นสมการที่ว่า  **ความวุ่นวายทั้งหลาย = การมีชีวิตอยู่

                หลายคนอ่านแล้วอาจจะงงว่ามันหมายความว่าอย่างไร บางคนอาจรู้ได้ทันทีว่าความหมายของมันคือสิ่งไหน หรืออาจมีอีกกลุ่มคนที่เห็นสมการดังว่าของผมแล้วอยากกระโดดทีบหน้าคนเขียนแล้วด่าซ้ำเติมว่า มึงเขียนหอกอะไร ทำไมกูต้องอ่านความไม่แน่นอนเหล่านี้ คือความแน่นอนที่น่าจะเกิดขึ้นอย่างไม่แน่นอน!!

                ด้วยข้อสรุปดังกล่าวที่ไม่อาจสรุปอะไรได้ ผมจึงขอเล่าต่อแบบไม่สนใจใครก็แล้วกัน!  

                หลังจากร่ำเรียนจนจบปริญญาตรีในมหาลัยที่จัดว่าอยู่ในเกรดต่ำเมื่อเทียบจากสายตาของชาวบ้าน(ซึ่งหมายถึงคนทุกชนชั้น)และรวมถึงคุณภาพการเรียนการสอนที่ผมขอร่วมเห็นด้วยไปกับสายตาของชาวบ้านเช่นกัน

    อันที่จริงการจะบอกว่าอะไรเกรดต่ำหรือเกรดสูง อะไรดีกว่าหรืออะไรเลวกว่าล้วนเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งความเชื่อของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันไปจากที่มาอันซับซ้อน เหลื่อมล้ำ และคุณภาพชีวิตรวมถึงโครงสร้างทางสังคมวัฒธรรมที่แตกต่างกัน สำหรับผมภาพลักษณ์ภายนอกไม่เคยมีปัญหา แต่สิ่งที่ผมเห็นถึงความมีคุณภาพต่ำก็คือเรื่องของการสร้างความคิดและการเข้าใจชีวิต เพราะนอกจากวิชาการความรู้แล้ว ความรู้เพื่อชีวิตของสถาบันที่ผมเรียนมาก็พร่องไปไม่น้อย แต่นั่นก็อาจเป็นการโยนความผิดใส่สถาบันมากเกินไป เพราะภาระอันใหญ่หลวงนี้คนบางคนใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจสำเร็จการศึกษาได้ แม้กระทั่งการระบุหรือเชื่อว่าการหลุดพ้นคือบั้นปลายของการศึกษาชีวิตอย่างถ่องแท้ในทางพุทธ ก็มิอาจเป็นคำตอบของทุกคนที่ศึกษาเรียนรู้ชีวิตได้ ดังนั้นแล้ว ผมขอสรุปว่าอย่างน้อยๆ สถาบันการศึกษาก็ควรให้น้ำหนักกับเรื่องใหญ่เรื่องนี้บ้างไม่มากก็น้อยนั่นเอง

                อาจเป็นโชคดีของผม ด้วยความเกลียดโรงเรียนที่เหมือนคุกไม่มีผิดมาตั้งแต่เด็ก ทำให้การเรียนของผมมิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในห้องเรียนหรือวิชาการต่างๆ เท่านั้น อันที่จริงอาจเรียกว่าไม่สนใจเลยก็ได้ การเรียนรู้ของผมเป็นไปตามความสนใจของตนเองล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล หนัง เพลง การ์ตูน หนังสือ สิ่งเหล่านี้สำหรับผมมันถูกวางอยาในตำแหน่งที่จัดเป็น ความรู้ทั้งสิ้น ความรู้ของผมจึงมิใช่เพียง ฟิสิกซ์ เคมีชีวะ ภาษาฝรั่งเศส ตีโกลนมิติ หารร่วมมาก คูณร่วมน้อย    

                ความรู้คือสิ่งที่เรารู้ มิใช่สิ่งที่สังคมหรือใครมองว่ามันเป็น นี่คือความคิดเห็นของผมที่มีต่อความรู้

    ต่อเนื่องจากความคิดเห็นเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสมัยเด็กที่ผมไม่รู้เท่าทันตัวเอง จนกระทั่งวันนี้ที่พอจะสังเคราะห์มันออกมาได้ก็คือ เมื่อความรู้ในขนบของผมไม่มีกรอบเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น(ซึ่งนี่อาจหมายถึงกรอบเกณฑ์อีกอย่างได้เช่นกัน) การสร้างกรอบความสนใจต่างๆ เพื่อนำมาซึ่งความรู้ ก็ได้สร้างสิ่งๆ หนึ่งตามมานั่นก็คือ ความคิดทิศทางต่างๆ ของผมในการหาความรู้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์และอาจมาจากจิตใต้สำนึกที่ไม่อาจอธิบายถึงที่มาของความสนใจในสิ่งต่างๆ ได้ และเมื่อจิตใต้สำนึกผนวกกับประสบการณ์ที่ตกตะกอนลงในระดับหนึ่ง การตกตะกอนทางความคิดจึงเป็นหน้าที่ให้สมองของผมได้รับใช้การคิดเพื่อความรู้ ที่สุดแล้วความคิดและความรู้ของผมจึงควบคู่กันไปประหนึ่งสามีภรรยาที่รักกันปานจะกลืนกิน

                หลังจากสั่งสมความรู้ที่ไม่อาจใช้ได้กับสังคมทั่วไป ในที่สุดชีวิตการเรียนของผมจึงมีปัญหา แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาระดับใหญ่โตมากนัก สิ่งที่ผมมีอยู่ในสมุดพกและทรานสคริปต์เมื่อเรียนจบจึงเป็นตัวเลขการประเมินที่แสนต่ำต้อย พูดง่ายๆ ก็คือเกรดเฉลี่ยอันห่วยแตกนั่นเอง   

                ต่อเนื่องจากเรียนจบ อาจด้วยความที่เป็นคนชอบค้นหาความชอบตนเองมาตั้งแต่เด็กๆ ผมจึงมองหางานที่ชอบและเหมาะสมกับความรู้ที่สั่งสมมาได้อย่างไม่อยากเย็นนัก ผมเข้าทำงานที่นิตยสารแห่งหนึ่งซึ่งเนื้อหาของมันว่าด้วยเรื่องราวของศิลปะบันเทิงตั้งแต่ หนัง เพลง การ์ตูน วรรณกรรม ละครเวทีฯ แม้ว่าจะขาดฟุตบอลที่ผมชอบไปแต่ที่นี่ก็คือสวรรค์ในการทำงานของผมจริงๆ เพราะนอกจากการทำงานที่มีเนื้อหาตรงกับความสนใจของผมแล้ว จังหวะชีวิตของคนที่ไม่ชอบกรอบเกณฑ์อย่างผมไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตัว การเข้างาน การอยู่กันอย่างพี่น้อง ไม่มีระบบเจ้าขุนมูลนายหรือระบบศักดินา ต่างคนต่างรับผิดชอบในหน้าที่และเคารพซึ่งกันและกันในการทำงาน นอกจากนี้ความเป็นคนนิสัยดีที่เข้ากับผมได้ของทุกๆ คนในที่แห่งนี้ ก็สร้างให้เกิดทั้ง ความรัก ความเข้าใจ และน้ำจิตน้ำใจในการอยู่ร่วมกันให้เกิดขึ้น ทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดช่างลงตัวกับชีวิตของผมเป็นอย่างมากและการทำงานที่นี่ช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนสุขใจ

                แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่างก็เกิดขึ้น มันคือโอกาสในการทำงานใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้งรูปแบบการทำงานคนร่วมงาน และเนื้องานที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเพียงแต่ว่ายังคงเรียกร้องและต้องการ การคิดอย่างมีระบบ และเรียบเรียงเล่าเรื่องได้อย่างมีประเด็นนั่นเอง

                เมื่อการคิด มีอยู่ติดตัว สิ่งแรกที่เป็นคำถามในการตัดสินใจของผม จึงอยู่ที่ความอยาก ในที่สุดผมตัดสินใจทำด้วยความอยากที่อาจไม่เท่างานเดิม มันไม่ได้เป็นงานใหญ่หลวงหรือว่ามีคุณงามความดีเท่าไหร่นักหรอก หากเพียงแต่ว่ามันเป็นงานที่หาโอกาสได้ยากและนำมาสู่โอกาสอื่นๆ อีกหลายรูปรวมถึงเป็นต้นทุนบางอย่างให้แก่ความปราถนาสูงสุดของ แต่อย่างไรก็ตามหากผมไม่กระเสือกกระสนและทำงานต่อที่เดิมไปเรื่อยๆ ความปราถนาสูงสุดของผมก็ยังคงดำเนินต่อไปได้เช่นกัน แต่ที่สุดแล้วความรู้สึกที่ว่า 'หากชีวิตนี้ไม่ลองทำดู ต้องเสียดายแน่ๆ' จึงทำให้ผมตัดสินใจเลือกที่จะไป หลังจากอยู่กับจังหวะชีวิตที่มีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่งมาได้ 1 ปีเต็ม

                ถึงตอนนี้ผมเริ่มงานใหม่ได้แล้วหนึ่งเดือนเต็ม ความวุ่นวายและความยุ่งยากในการปรับตัว การทำงานการสร้างความยอมรับ ถาโถมเอาความทุกข์มาใส่ผมมากขึ้นๆ แม้ว่าตอนนี้ผมจะเริ่มมีความสุขมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงานเดิมผมมักจะมีคำถามเสมอว่า ทำไมเราต้องเสียดายโอกาส? ทำไมเราต้องอยากมาทำงานที่เราไม่รู้ว่าเราจะทำได้หรือไม่? ทำไมเราต้องวิ่งหนีความสุข?

                คำตอบในตอนนี้ที่ผมพอจะคิดได้คือ ผมไม่รู้จักพอ

                ความไม่รู้จักพอที่ว่านี้มิได้หมายความถึงการอุปโภคบริโภคหรือว่าความต้องการด้านอื่นๆ แบบเฉพาะเจาะจงนะครับ แต่ผมคิดว่าผมไม่รู้จักพอในการใช้ชีวิต ซึ่งผมคิดเหมาเองเออเองว่า ความไม่รู้จักพอนี้ คือคุณสมบัติของการใช้ชีวิตหรือการมีชีวิตอย่างหนึ่งเลยละ เมื่อได้คำตอบและหันกลับไปมองถึงการทำงานของตัวเองที่ผ่านมา ผมก็ยังคงพบความไม่รู้จักพอในตนเองอีกมากมายเช่น อยากทำงานให้ดีขึ้น อยากได้ค่าตอบแทนมากขั้น อยากขี้เกียจได้มากขึ้น อยากมีรูปร่างที่ดีขึ้น อยากหาความท้าทายในการทำงานที่มากขึ้น และความไม่รู้จักพอในข้อสุดท้ายที่ผมยกมากล่าวเป็นตัวอย่างนั้น ก็ถือเป็นอีกเหตุผลที่นำพาผมมาสู่การทำงานในที่ใหม่อีกด้วย

                เมื่อความไม่รู้จักพอในการใช้ชีวิตนำมาสู่การอยากนั่นนี่มากมาย สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ก็คือ การพาตัวเองเข้าไปสู่ความวุ่นวายแต่ก็อย่างที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไปแล้วว่านี่คือคุณลักษณะอย่างหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ และหากจะขยายความแบบเข้าใจง่ายที่สุด ความรู้สึกไม่พอหรือการตามหาความวุ่นวายเหล่านี้ เราทุกคนต่างก็ทำไปเพื่อไม่ให้ชีวิตที่จำเป็นต้องอยู่อย่างไม่มีค่าอะไรนั้น พอจะมีความหมายและมีคุณค่าในตนเองขึ้นมาบ้าง อันนี้ผมขอรวมไปถึงคนที่ไม่รู้จักพอในการทำความดีให้คนอื่นด้วย!

                อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่าผมไม่เคยเรียนพุทธศาสนาหรือไม่เข้าใจสัจธรรมอะไรเลย แต่ผมขอออกตัวก่อนว่านี่การคือการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ผมไม่ได้ตั้งใจมาสอนใครแต่ลองคิดลองถามตัวเองกันดูดีๆ นะครับ ว่าเราอยู่ไปทำไม เรามีความหมายอย่างไร พิจารณดูดีๆ คุณจะพบว่าคำถามเหล่านี้ไม่มีใครคนไหนตอบได้เลย คนที่ตอบได้มีคนเดียวนั่นก็คือคนที่เริ่มถาม และคำตอบที่ได้ส่วนมากแล้วล้วนเป็นคำตอบเท็จทั้งสิ้น คำตอบเท็จเหล่านั้นล้วนมีไว้ให้เราสบายใจ มีไว้ให้เรามีกำลังใจจะมีชีวิตอยู่ต่ออย่างมีไม่น่าเบื่อเกินไป มีไว้ให้เราพาตัวเองเข้าสู่ความวุ่นวายจากพันธกิจอะไรบางอย่างที่เราคิดว่ามันจำเป็นต้องทำ แน่นอนว่ามันย่อมนำมาซึ่งความทุกข์และความสุขซึ่งให้ความหมายในกันและกัน

                ความสรุปของเรื่องการมีชีวิตอยู่นี้จึงเป็นดังที่ผมกล่าวไว้ในสมการตั้งแต่ขั้นต้น ดังนั้นศิลปะการใช้ชีวิตจึงอาจอยู่ตรงที่ว่าเราจะบาลานซ์อย่างไรให้ทั้งสุขและทุกข์มีค่าเฉลี่ยเท่าๆ กัน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนอย่างผมที่สอบตกคณิตศาสตร์มาตลอดชีวิต

                 

    Comments (16)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    ชอบชื่อเรื่อง
    ตัวเรื่องก็อ่านแล้วได้คิดด้วยนะยู

    คนเรามักกลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ ก็อดอยากเปลี่ยนไม่ได้..

    ชีิวิตคือ คอนฟลิคเสมอ
    Aug. 18
    ชีวิตเป็นเรื่องคลาสิก ถ้าใช้มันให้เป็น
    "ทำไมต้องเสียดายโอกาส" เพราะถ้ายูไม่เสียดาย
    แล้วยูเลือกที่จะอยู่ที่เก่าไปเรื่อยๆ ยูก็จะมีสิ่งหนึ่งที่มันจะค้างคาใจไปทั้งชีวิต

    ทำตัวให้สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นอยู่ ชีวิตมันก็สุขตลอดเวลา ไม่มีใครได้ในสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง
    ไม่อย่างนั้นสวรรค์ก็ลำเอียงเกินไปดิ....555
    Aug. 18

    กูนึกว่าครั้งนี้มึงจะเขียนตลกซะอีก
    แต่แน่นอนมึงก็ยังคงแฟงอารมณ์ไว้ตามสไตล์มึง

    ดีใจด้วยโว้ยที่มึงได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นโอกาสที่หลายคนถวิลหา
    ได้ออกเดินทาง ไม่ต้องเข้าเช้าเพื่อตอกบัตร( อันนี้หรือเปล่าวะไม่แน่ใจ ที่ทีวีบูรพาเค้าใจดีเรื่องเวลาเข้างานมึงเหมือน Happening ไหมวะ?) และอื่นๆอีกมากมายที่กูก็อยากทำได้อย่างมึง
    แต่เหมือนจังหวะชีวิตกูตอนนี้ถูกขีดมาตรงคำว่า "นักสืบ"
    กูได้เป็นโคนันแล้วว่ะตอนนี้

    ปล.งานที่วันนี้มึงให้กูมาเดี่ยวจะทำให้สุดฝีมือเลย จะได้เป็นการเคาะไล่สนิมตัวกูเองด้วย ขอบคุณมากๆ
    Aug. 17
    Le tempswrote:
    สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้านะยู
    ไอ้ข้อความในเมลของ Hi5 เล่นเอาเราสับสน
    เพราะจำได้ว่ายูเกิดวันที่ 18 แต่มันดันส่งมาเตือนซะบ่อยๆ
    ก็เลยส่งไปให้ยูก่อนละกันนะ

    ไม่มีอะไรจะให้ยูเลย
    เอาเป็นว่าขอให้ยูมีความสุข
    ขอให้งานที่ทำอยู่ตอนนี้กลายเป็นงานที่ลงตัวแล้วก็ใช่สำหรับยู (เราว่าจริงๆ ยูเหมาะกับนักเขียนนะ)
    ขออย่าให้เรื่องทุกเรื่องต้องมีอุปสรรคจนทำให้ยูเหน็ดเหนื่อยกับการดำเนินชีวิต

    ไว้ว่างๆเจอกันนะ
    ไปหาอะไรอร่อยกินกันมั่ง
    Aug. 14
    สวัสดีค่ะ เราไม่เคยเป็นแฟนงานเขียนของคุณ

    แค่ว่างๆ เบื่อๆ เลย ลองเปิดเข้ามาอ่านดู

    ซึ่งพออ่านแล้วก็ชอบนะ

    เราว่านายมีพรสวรรค์ในงานเขียนจริงๆ

    อีกอย่าง เราขอให้นายไปได้ดีกับงานที่ใหม่ละนะ

    ปล. อ้อ!! แล้วกลับจากกัมพูชา อย่าลืมมาเลี้ยงข้าวฉันด้วยล่ะ เอิ๊กๆ
    Aug. 9
    ใครบอกว่าวุ่นวาย ก็จะวุ่นวาย
    ใครบอกว่าสงบ ก็จะสงบ

    ทั้งๆ ทีมันเป็นเรื่องเดียวกัน

    งงมั้ย
    Aug. 8
    JAKKAPUMMMwrote:
    สวัสดีค่ะ เราก็เป็นแฟนข้อเขียนของคุณอีกคนใน happening นะค่ะ

    เรามีความเห็นว่า "ใช่หว่ะ" 555
    เป็นวันรุ่นต้องวุ่นวาย
    แล้วเราก็เป็นอีกคนที่ไม่รู้จักพอเหมือนๆคุณ
    ถ้าคุณหาความบาลานซ์ระหว่างความสุขกับความทุกข์ได้เมื่อไหร่
    รบกวนวานบอกเราด้วย







    Aug. 7
    ชีวิตใครก็ชีวิตมัน
    ไม้บรรทัดวัดความสุขก็คนละอัน
    ใช้ร่วมกันมิได้
    Aug. 7
    Le tempswrote:
    เวลาที่เห็นยูเขียนถึงที่ทำงาน
    อ่านแล้วก็พลอยมีความสุขไปด้วย
    มันเป็นสวรรค์จริงๆแหละ
    Aug. 7
    'Hwrote:
    ความวุ่นวายทั้งหลาย = การมีชีวิตอยู่
    เเกดูวุ่นวายจริงๆว่ะ
    Aug. 1
    pimchanokwrote:
    ขอบคุณเช่นกันค่ะ สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดและข้อเขียนดีๆ

    แล้วมาอัพบ่อย ๆ นะคะ
    July 29
    ตอบ pimchaok

    ขอบคุณครับที่อุตสาห์ตามมาอ่านกันถึงตรงนี้
    ดีใจมากๆ ที่มีคนติดตามอ่าน (เพราะคนตามอ่านผมน้อยน่ะครับ ฮา)

    ออกตัวนึดนึงว่าผมไม่ได้อ่านเรื่อง สมการความเครียด ของคุณประภาสเหมือนกันครับ
    และหากจะว่าไปมันก็คล้ายกันจริงอย่างเสียด้วย แต่แค่ 'คล้าย' นะครับ

    เหตุผลก็คือผมไม่ได้สอนให้ใครพอเพียงหรือว่าเลิกเครียดหรอกครับ
    ผมแค่ชี้ว่าหาก ความวุ่นวาย = การมีชีวิตอยู่ ซึ่งอาจแปลได้ว่าเราขาดมันไม่ได้
    ถ้าใครชอบความวุ่นวายมีความสุขก็ทำกันไป ถ้าใครไม่ชอบและทำได้ก็อยู่เงียบๆ ไป
    หรือว่าถ้าใครอาจจะชอบแบบวุ่นวายตอนนี้ก็วุ่นตอนนี้ไป
    หรือว่าถ้าใครชอบเงียบตอนนี้อาจจะไปวุ่นวายตอนหลังก็ได้
    สำหรับผมความพอเพียงไม่ใช่คำตอบครับ แต่ศิลปะของการบาลานซ์ความสุขให้ตนเองต่างหาก
    ที่ผมพยายามเสนอแนะให้แต่ละคนนั้นไปคิดต่อกันเอาเอง
    หรือจะเลือกไม่คิดก็ได้ ผมเพียงนำเสนอน่ะครับ

    ถึงตรงนี้ผมอยากขอบคุณอีกครั้งสำหรับแฟนข้อเขียนคนแรกที่ออกตัวให้ผมได้รู้จัก
    ตอนนี้ผมไม่ได้ทำงานที่ happening แล้วล่ะครับ
    ว่างเมื่อไหร่ผมจะพยายามอัพอะไรให้อ่านบ่อยขึ้นก็แล้วกัน
    อย่าเพิ่งรีบบอกเลิกกันเชียวละ


    July 28
    pimchanokwrote:
    สวัสดีค่ะ เราเป็นแฟนข้อเขียนของคุณใน happening เลยแอดไว้
    เคยอ่านเรื่อง สมการความเครียด ของคุณ ประภาส ชลศรานนท์
    (เล่มไหนก็จำไม่ได้แล้ว )
    คิดว่าน่าจะคล้ายๆ กันกับสมการของคุณ

    ความต้องการ
    ความเครียด = --------------
    ความสามารถ

    "ความเครียดเท่ากับความต้องการหารด้วยความสามารถ"
    ถ้าความต้องการมีมากแต่ความสามารถมีน้อย
    ตัวตั้งมากตัวหารน้อย หารออกมาอย่างไรผลลัพธ์ก็ย่อมมาก

    ถ้าความต้องการมาก ความสามารถมาก ผลลัพธ์ก็จะออกมาน้อย

    ถ้าจะลดความเครียดก็แค่ลดความต้องการลงหรือไม่ก็เพิ่มความสามารถขึ้น
    ** ความสามารถเพิ่มขึ้นได้ก็จริงแต่ความต้องการเพิ่มขึ้นง่ายและเร็วกว่าเสมอ

    ตัวที่จะหยุดความต้องการก็คือ "ความพอเพียง "


    ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ^___^
    July 28
    พี่อุ๋ยสุดยอดมากครับ
    ผมขออภัยที่เขียนยาวเกินไปนะพี่สา ฮ่าๆ
    July 26
    auiwrote:
    เย้ๆ พี่อุ๋ยอ่านจบแล้วค่ะ
    July 26
    รู้แค่ว่า เคยเรียนเลขเจอแต่โจทย์สั้น ๆ ไม่เคยเจอ
    ยาววววววววววววววววววววววววววววววววอย่างยู
    (สารภาพว่าอ่านได้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งแปะไว้ก่อนเด้อ ป้าไม่ค่อยมีเวลา แต่อยากเสนอหน้าเรืองชาวบ้านเค้าอ่ะ)
    July 26

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://unaki69.spaces.live.com/blog/cns!CF9D7B09278A9C54!1176.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None