| กตัญญู's profileu_nakiPhotosBlogLists | Help |
|
July 26 สมการของชีวิต คณิตศาสตร์ของคนโง่ชื่อเรื่องอันนี้กิ๊บเก๋สะเหล่ไก๋ไปเลยไหมล่ะครับ(หรือใครจะเถียงว่าไม่เท่ก็ได้อันนี้ไม่ห้าม ฮา) ผมขออนุญาตเฉลยทุกท่านไปก่อนเลยว่าเนื้อเรื่องต่อไปนี้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคณิตศาสตร์หรือความรู้ใดๆ ทั้งสิ้นหรอกครับ ความเป็นจริงก็คือผมอยากหยิบชีวิตอย่างย่นย่อบางส่วนของตนเอง มาแทนค่าให้เห็นถึงความหมายบางอย่างที่ผมพอจะเข้าใจได้สั้นๆ เป็นสมการที่ว่า **ความวุ่นวายทั้งหลาย = การมีชีวิตอยู่ หลายคนอ่านแล้วอาจจะงงว่ามันหมายความว่าอย่างไร บางคนอาจรู้ได้ทันทีว่าความหมายของมันคือสิ่งไหน หรืออาจมีอีกกลุ่มคนที่เห็นสมการดังว่าของผมแล้วอยากกระโดดทีบหน้าคนเขียนแล้วด่าซ้ำเติมว่า ‘มึงเขียนหอกอะไร ทำไมกูต้องอ่าน’ ความไม่แน่นอนเหล่านี้ คือความแน่นอนที่น่าจะเกิดขึ้นอย่างไม่แน่นอน!! ด้วยข้อสรุปดังกล่าวที่ไม่อาจสรุปอะไรได้ ผมจึงขอเล่าต่อแบบไม่สนใจใครก็แล้วกัน! หลังจากร่ำเรียนจนจบปริญญาตรีในมหาลัยที่จัดว่าอยู่ในเกรดต่ำเมื่อเทียบจากสายตาของชาวบ้าน(ซึ่งหมายถึงคนทุกชนชั้น)และรวมถึงคุณภาพการเรียนการสอนที่ผมขอร่วมเห็นด้วยไปกับสายตาของชาวบ้านเช่นกัน อันที่จริงการจะบอกว่าอะไรเกรดต่ำหรือเกรดสูง อะไรดีกว่าหรืออะไรเลวกว่าล้วนเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งความเชื่อของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันไปจากที่มาอันซับซ้อน เหลื่อมล้ำ และคุณภาพชีวิตรวมถึงโครงสร้างทางสังคมวัฒธรรมที่แตกต่างกัน สำหรับผมภาพลักษณ์ภายนอกไม่เคยมีปัญหา แต่สิ่งที่ผมเห็นถึงความมีคุณภาพต่ำก็คือเรื่องของการสร้างความคิดและการเข้าใจชีวิต เพราะนอกจากวิชาการความรู้แล้ว ความรู้เพื่อชีวิตของสถาบันที่ผมเรียนมาก็พร่องไปไม่น้อย แต่นั่นก็อาจเป็นการโยนความผิดใส่สถาบันมากเกินไป เพราะภาระอันใหญ่หลวงนี้คนบางคนใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจสำเร็จการศึกษาได้ แม้กระทั่งการระบุหรือเชื่อว่าการหลุดพ้นคือบั้นปลายของการศึกษาชีวิตอย่างถ่องแท้ในทางพุทธ ก็มิอาจเป็นคำตอบของทุกคนที่ศึกษาเรียนรู้ชีวิตได้ ดังนั้นแล้ว ผมขอสรุปว่าอย่างน้อยๆ สถาบันการศึกษาก็ควรให้น้ำหนักกับเรื่องใหญ่เรื่องนี้บ้างไม่มากก็น้อยนั่นเอง อาจเป็นโชคดีของผม ด้วยความเกลียดโรงเรียนที่เหมือนคุกไม่มีผิดมาตั้งแต่เด็ก ทำให้การเรียนของผมมิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในห้องเรียนหรือวิชาการต่างๆ เท่านั้น อันที่จริงอาจเรียกว่าไม่สนใจเลยก็ได้ การเรียนรู้ของผมเป็นไปตามความสนใจของตนเองล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล หนัง เพลง การ์ตูน หนังสือ สิ่งเหล่านี้สำหรับผมมันถูกวางอยาในตำแหน่งที่จัดเป็น ‘ความรู้’ ทั้งสิ้น ความรู้ของผมจึงมิใช่เพียง ฟิสิกซ์ เคมีชีวะ ภาษาฝรั่งเศส ตีโกลนมิติ หารร่วมมาก คูณร่วมน้อย ความรู้คือสิ่งที่เรารู้ มิใช่สิ่งที่สังคมหรือใครมองว่ามันเป็น นี่คือความคิดเห็นของผมที่มีต่อความรู้ ต่อเนื่องจากความคิดเห็นเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสมัยเด็กที่ผมไม่รู้เท่าทันตัวเอง จนกระทั่งวันนี้ที่พอจะสังเคราะห์มันออกมาได้ก็คือ เมื่อความรู้ในขนบของผมไม่มีกรอบเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น(ซึ่งนี่อาจหมายถึงกรอบเกณฑ์อีกอย่างได้เช่นกัน) การสร้างกรอบความสนใจต่างๆ เพื่อนำมาซึ่งความรู้ ก็ได้สร้างสิ่งๆ หนึ่งตามมานั่นก็คือ ‘ความคิด’ ทิศทางต่างๆ ของผมในการหาความรู้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์และอาจมาจากจิตใต้สำนึกที่ไม่อาจอธิบายถึงที่มาของความสนใจในสิ่งต่างๆ ได้ และเมื่อจิตใต้สำนึกผนวกกับประสบการณ์ที่ตกตะกอนลงในระดับหนึ่ง การตกตะกอนทางความคิดจึงเป็นหน้าที่ให้สมองของผมได้รับใช้การคิดเพื่อความรู้ ที่สุดแล้วความคิดและความรู้ของผมจึงควบคู่กันไปประหนึ่งสามีภรรยาที่รักกันปานจะกลืนกิน หลังจากสั่งสมความรู้ที่ไม่อาจใช้ได้กับสังคมทั่วไป ในที่สุดชีวิตการเรียนของผมจึงมีปัญหา แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาระดับใหญ่โตมากนัก สิ่งที่ผมมีอยู่ในสมุดพกและทรานสคริปต์เมื่อเรียนจบจึงเป็นตัวเลขการประเมินที่แสนต่ำต้อย พูดง่ายๆ ก็คือเกรดเฉลี่ยอันห่วยแตกนั่นเอง ต่อเนื่องจากเรียนจบ อาจด้วยความที่เป็นคนชอบค้นหาความชอบตนเองมาตั้งแต่เด็กๆ ผมจึงมองหางานที่ชอบและเหมาะสมกับความรู้ที่สั่งสมมาได้อย่างไม่อยากเย็นนัก ผมเข้าทำงานที่นิตยสารแห่งหนึ่งซึ่งเนื้อหาของมันว่าด้วยเรื่องราวของศิลปะบันเทิงตั้งแต่ หนัง เพลง การ์ตูน วรรณกรรม ละครเวทีฯ แม้ว่าจะขาดฟุตบอลที่ผมชอบไปแต่ที่นี่ก็คือสวรรค์ในการทำงานของผมจริงๆ เพราะนอกจากการทำงานที่มีเนื้อหาตรงกับความสนใจของผมแล้ว จังหวะชีวิตของคนที่ไม่ชอบกรอบเกณฑ์อย่างผมไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตัว การเข้างาน การอยู่กันอย่างพี่น้อง ไม่มีระบบเจ้าขุนมูลนายหรือระบบศักดินา ต่างคนต่างรับผิดชอบในหน้าที่และเคารพซึ่งกันและกันในการทำงาน นอกจากนี้ความเป็นคนนิสัยดีที่เข้ากับผมได้ของทุกๆ คนในที่แห่งนี้ ก็สร้างให้เกิดทั้ง ความรัก ความเข้าใจ และน้ำจิตน้ำใจในการอยู่ร่วมกันให้เกิดขึ้น ทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดช่างลงตัวกับชีวิตของผมเป็นอย่างมากและการทำงานที่นี่ช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนสุขใจ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่างก็เกิดขึ้น มันคือโอกาสในการทำงานใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้งรูปแบบการทำงานคนร่วมงาน และเนื้องานที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเพียงแต่ว่ายังคงเรียกร้องและต้องการ ‘การคิด’ อย่างมีระบบ และเรียบเรียงเล่าเรื่องได้อย่างมีประเด็นนั่นเอง เมื่อการคิด มีอยู่ติดตัว สิ่งแรกที่เป็นคำถามในการตัดสินใจของผม จึงอยู่ที่ความอยาก ในที่สุดผมตัดสินใจทำด้วยความอยากที่อาจไม่เท่างานเดิม มันไม่ได้เป็นงานใหญ่หลวงหรือว่ามีคุณงามความดีเท่าไหร่นักหรอก หากเพียงแต่ว่ามันเป็นงานที่หาโอกาสได้ยากและนำมาสู่โอกาสอื่นๆ อีกหลายรูปรวมถึงเป็นต้นทุนบางอย่างให้แก่ความปราถนาสูงสุดของ แต่อย่างไรก็ตามหากผมไม่กระเสือกกระสนและทำงานต่อที่เดิมไปเรื่อยๆ ความปราถนาสูงสุดของผมก็ยังคงดำเนินต่อไปได้เช่นกัน แต่ที่สุดแล้วความรู้สึกที่ว่า 'หากชีวิตนี้ไม่ลองทำดู ต้องเสียดายแน่ๆ' จึงทำให้ผมตัดสินใจเลือกที่จะไป หลังจากอยู่กับจังหวะชีวิตที่มีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่งมาได้ 1 ปีเต็ม ถึงตอนนี้ผมเริ่มงานใหม่ได้แล้วหนึ่งเดือนเต็ม ความวุ่นวายและความยุ่งยากในการปรับตัว การทำงานการสร้างความยอมรับ ถาโถมเอาความทุกข์มาใส่ผมมากขึ้นๆ แม้ว่าตอนนี้ผมจะเริ่มมีความสุขมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงานเดิมผมมักจะมีคำถามเสมอว่า ทำไมเราต้องเสียดายโอกาส? ทำไมเราต้องอยากมาทำงานที่เราไม่รู้ว่าเราจะทำได้หรือไม่? ทำไมเราต้องวิ่งหนีความสุข? คำตอบในตอนนี้ที่ผมพอจะคิดได้คือ ‘ผมไม่รู้จักพอ’ ความไม่รู้จักพอที่ว่านี้มิได้หมายความถึงการอุปโภคบริโภคหรือว่าความต้องการด้านอื่นๆ แบบเฉพาะเจาะจงนะครับ แต่ผมคิดว่าผมไม่รู้จักพอในการใช้ชีวิต ซึ่งผมคิดเหมาเองเออเองว่า ความไม่รู้จักพอนี้ คือคุณสมบัติของการใช้ชีวิตหรือการมีชีวิตอย่างหนึ่งเลยละ เมื่อได้คำตอบและหันกลับไปมองถึงการทำงานของตัวเองที่ผ่านมา ผมก็ยังคงพบความไม่รู้จักพอในตนเองอีกมากมายเช่น อยากทำงานให้ดีขึ้น อยากได้ค่าตอบแทนมากขั้น อยากขี้เกียจได้มากขึ้น อยากมีรูปร่างที่ดีขึ้น อยากหาความท้าทายในการทำงานที่มากขึ้น และความไม่รู้จักพอในข้อสุดท้ายที่ผมยกมากล่าวเป็นตัวอย่างนั้น ก็ถือเป็นอีกเหตุผลที่นำพาผมมาสู่การทำงานในที่ใหม่อีกด้วย เมื่อความไม่รู้จักพอในการใช้ชีวิตนำมาสู่การอยากนั่นนี่มากมาย สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ก็คือ ‘การพาตัวเองเข้าไปสู่ความวุ่นวาย’ แต่ก็อย่างที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไปแล้วว่านี่คือคุณลักษณะอย่างหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ และหากจะขยายความแบบเข้าใจง่ายที่สุด ความรู้สึกไม่พอหรือการตามหาความวุ่นวายเหล่านี้ เราทุกคนต่างก็ทำไปเพื่อไม่ให้ชีวิตที่จำเป็นต้องอยู่อย่างไม่มีค่าอะไรนั้น พอจะมีความหมายและมีคุณค่าในตนเองขึ้นมาบ้าง อันนี้ผมขอรวมไปถึงคนที่ไม่รู้จักพอในการทำความดีให้คนอื่นด้วย! อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่าผมไม่เคยเรียนพุทธศาสนาหรือไม่เข้าใจสัจธรรมอะไรเลย แต่ผมขอออกตัวก่อนว่านี่การคือการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ผมไม่ได้ตั้งใจมาสอนใครแต่ลองคิดลองถามตัวเองกันดูดีๆ นะครับ ว่าเราอยู่ไปทำไม เรามีความหมายอย่างไร พิจารณดูดีๆ คุณจะพบว่าคำถามเหล่านี้ไม่มีใครคนไหนตอบได้เลย คนที่ตอบได้มีคนเดียวนั่นก็คือคนที่เริ่มถาม และคำตอบที่ได้ส่วนมากแล้วล้วนเป็นคำตอบเท็จทั้งสิ้น คำตอบเท็จเหล่านั้นล้วนมีไว้ให้เราสบายใจ มีไว้ให้เรามีกำลังใจจะมีชีวิตอยู่ต่ออย่างมีไม่น่าเบื่อเกินไป มีไว้ให้เราพาตัวเองเข้าสู่ความวุ่นวายจากพันธกิจอะไรบางอย่างที่เราคิดว่ามันจำเป็นต้องทำ แน่นอนว่ามันย่อมนำมาซึ่งความทุกข์และความสุขซึ่งให้ความหมายในกันและกัน ความสรุปของเรื่องการมีชีวิตอยู่นี้จึงเป็นดังที่ผมกล่าวไว้ในสมการตั้งแต่ขั้นต้น ดังนั้นศิลปะการใช้ชีวิตจึงอาจอยู่ตรงที่ว่าเราจะบาลานซ์อย่างไรให้ทั้งสุขและทุกข์มีค่าเฉลี่ยเท่าๆ กัน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนอย่างผมที่สอบตกคณิตศาสตร์มาตลอดชีวิต
Comments (16)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://unaki69.spaces.live.com/blog/cns!CF9D7B09278A9C54!1176.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|