| กตัญญู's profileu_nakiPhotosBlogLists | Help |
|
u_nakiMay 23 ช็อปช่วยชาติ (แต่พินาศกับตัวเอง)สวัสดีพี่น้องผองไทยทุกท่าน หลังจากโชว์คม(แม้ว่าจะทื่อแสนทื่อก็ตาม) และพยายามหล่อทางความคิด(แม้ว่าหน้าตาจะไม่หล่อเท่า) ไปหลายต่อหลายครั้งในที่แห่งนี้นั้น มาครั้งนี้หลังจากที่ได้เล็งเห็นถึงความกระแดะอันกระด้างเดื่องที่ดูกระโดกกระเดกเสียเหลือเกิน วันนี้ผมจึงอยากเปิดเผยความในใจแบบจุกกรูๆ ให้ทุกท่านฟังเล่นๆ อันที่จริงมันมิใช่ความในใจใดๆ ทั้งสิ้นหรอก หากแต่ผมยึดมั่นถือมั่นสิ่งที่ผมทำไว้ในฐานะของการช่วยชาติ! และก็อย่างที่ได้เอ่ยไว้ตามหัวเรื่องนั่นล่ะครับ ภาระกิจอันสำคัญยิ่งของผมก็คือการเผาเงิน!!! หลังจากรอนแรมทำงานจ๊อบด้วยการทำบทสัมภาษณ์ให้กับนิตยสารแห่งแรงบันดาลใจวัยรุ่นเล่มหนึ่ง(ที่ไม่ค่อยบันดาลเงินตามใจผมเท่าไหร่นัก) ในที่สุดหลังงานหนังสือซึ่งคาดว่าพวกพี่เขาคงได้รับเงินไม่น้อยจึงได้เจียดเงินอันมีค่ามหาศาลโดยไม่หักภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด แม้ผมเองจะกลัวการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ กพอ.ซึ่งสังกัดอยู่ในหน่วย สปช. ขึ้นตรงกับ สลน.และทำงานกันแบบปราศจาก กกน. และ...พอแว้ว! แต่ด้วยจำนวนเงินเพียง แปดพันบาทถ้วนผมจึงคิดว่าการเลี่ยงหลบภาษีในครั้งนี้ คงไม่ทำให้ผมเดือดร้อนจนต้องรอนแรมออกไปในต่างแดนอย่างแน่นอน! ว่าแล้วผมจึงออกเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าชั้นนำ(ที่ไม่รู้ว่านำใครเหมือนกัน)ทันทีที่เงินจำนวนนั้นถูกยับย้ายเข้าสู่บัญชีของผม แน่นอนมันมาเพื่อการชำระล้างกิเลสหนาของผมนั่นเอง เอ้ย! มาช่วยชาติ! เริ่มด้วยความต้องการด้านฟุตบอล ผมคนหนึ่งเป็นคนที่ชอบกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างยิ่งในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะบอลพรีเมียร์ลีก บุนเดสลีกา ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก(หลังๆ เริ่มมีหนังสือบางเล่มเขียนว่า ยูเอฟ่า กูงงมากว่าตกลงยังไงแน่) กัลโช่ซีเรียอา ผมแทงเรียบ! ฮา ผมชอบดูบอลครับแต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าแอบเล่นนิดหน่อยๆ พอเป็นกศัย แน่นอนว่าความชอบในการแย่งกันเตะลูกหนังกลมๆ ก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน ล่าสุดผมชื่นชอบสตั๊ดรุ่น AdiPURE เป็นอย่างมาก รองเท้าคู่นี้นั้น อันที่จริงมีราคาเต็มอยู่บนห้างที่ 4,990 บาท แต่ผมเลือกที่จะเดินไกลออกยังสนามศุภชลาศัยย่านที่น่าจะกล่าวได้ว่ามีรองเท้ากีฬาฟุตบอลขายอยู่มากที่สุดในประเทศไทย หลังจากเดินสำรวจราคาอยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดผมก็จัดการสอยคุณเพียวตัวท็อปมาด้วยสนนราคา 4000 บาท!! คุณสมบัติที่นอกจากความสวยที่ผมได้มาก็คือรองเท้าของผมผลิตด้วยหนังจิงโจ้ โอโห! ผมได้แต่อุทานในและคิดว่ากูคงกระโดดสูงขึ้นอย่างแน่นอนและนั่นก็อาจเป็นเพราะความเบาจากเงินในกระเป๋าที่ถูกเจียดออกไป จากนั้นผมรอนแรมด้วยสภาพไม่ต่างอะไรจากจิงโจ้ใหญ่ไร้สมอง ผมกลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง และหันมาเอาดีด้านเสื้อคลุม เหตุที่ทำให้ต้องซื้อเสื่อคลุมใช่ว่าเพราะผมจะต้องเดินทางไปยังประเทศหรือเอาใส่เวลาขับมอเตอร์ไซด์แต่อย่างใด แต่ด้วยความโต๊ะทำงานที่ออฟฟิศใหม่ของผมนั้นเป็นจุดแอร์ตก เวลาร้อนมันถือเป็นดังจุดที่มีฮวงจุ้ยดีทีสุด กลับกันเมื่อใดที่นั่งนานมากเข้าๆ ความเย็นจะเข้าแทรกซึมประหนึ่งตัวของผมกลายเป็นเนื้อสันนอกที่โดนจับแช่อยู่ในชั้นฟรีส เสื้อคลุมกันหนาวนี่ล่ะที่จะจัดการปัญหาต่างๆ ให้เสร็จสิ้น ไม่รูว่าเพราะอะไรช่วงนี้ผมบ้ายี่ห้อแบรนด์อาดิดาสอย่างเหลือหลาย ผมจ้องอยู่ในบูกทอยู่นานในที่สุดก็จัดการขอสวมใส่เสื้อวอร์มอาดิดาสสีเขียวขี้ม้า เมื่อผมเยื้องย่างมาชมความงามของตนเองที่หน้ากระจกก็ต้องตกใจว่า นี่กูคนหรือไข่เยี่ยวม้าเนี่ย! สีเขียวขี้ม้านั้นช่วยขับความดำให้แก่ตัวผมหมองหม่นได้อย่างชัดเจน เมื่อเห็นแจ้งได้แล้วผมจึงถอยทัพออกจากบูธยี่ห้อดังกล่าวอย่างไม่ลังเลหรือรีรอแต่อย่างใด เลือกเดินอยู่นานสองนานในที่สุดผมก็มาถูกใจเสื้อคลุมลายสก๊อตชาวอ้อยตัวหนึ่งในร้านซึ่งขายรองเท้าสเก๊ตบอร์ดซะอย่างนั้น ดูมาดูไปเท่ใช่หยอก ผมจัดการอย่างรวดเร็วด้วยสนนราคา 2,000 บาท! หลังจากนั้นผมก็เดินดุ่มลงมาจากชั้น 5 ของห้างชั้นนำดังกล่าวก่อนจะเดินผ่านร้านเสื้อยี่อะไรที่เองก็จำไม่ได้ประมาณว่า จิออดาโน่ อะไรสักอย่างนี่ละ ผมเดินดุ่มเข้าไปเล่นๆ โดยไม่ได้ตั้งใจจะจ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่นานนักผมก็เดินออกจากร้านมาพร้อมกับกางเกงยีนราคา 1,600 บาท จากนั้นผมเดินไปเลือกซื้อหนังอีกสองเรื่อง โดยทั้งสองเรื่องต่างเป็นหนังรักวัยรุ่ยที่ผมเคยชมมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ในราคา 200 บาท กินข้าวอีก 150 บาท เวลาแห่งการใช้จ่ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมกลับบ้านมาลองเสื้อคลุมเล่นๆ แม่ถามผมว่าซื้อมาเท่าไหร่ ผมยังคงไม่ได้ตอบอะไร จากนั้นแม่ก็หยิบเสื้อขึ้นมาสองตัวสีเหลืองและสีดำล้วน แม่บอกว่าทั้งตัวนี้ซื้อมาได้สองปีกว่าแล้ว แต่ไม่ได้ใส่เลยซื้อมาตัวละ 200 บาท แกบอกว่าน่าจะบอกก่อนไม่ต้องซื้อให้เปลืองเงิน แม่ถามผมต่ออีกว่าแล้วซื้อมาเท่าไหร่ ผมได้แต่อ้ำอึ้ง เสื้อแม่ทั้งสองตัว สวยกว่าของผมอย่างสิ้นเชิงในสายทั้งของผมและแม่ เราต่างลองเสื้อกันเล่นอย่างสนุกนาน ก่อนที่คำถามคาดคั้นราคาจากแม่ทำให้ผมสารภาพตามตรงอย่างลูกผู้ชายไปว่า “ซื้อมาตั้ง 400 แน่ะ น่าเสียดายของแม่สวยกว่า” “ไม่เป็นไรก็น่ารักดี แต่ของแม่สวยกว่า” สิ้นคำแม่ก็ปล่อยหัวเราะร่วน ผมหัวเราะอย่างเจ็บแปลบอยู่ในใจตามไปด้วยเช่นกัน
จากนั้นผมเก็บเสื้อผ้าลงตระกร้าก่อนจะขึ้นมาเล่นคอมพิวเตอร์เชกเมลตามปกติ มีใครหลายคนบอกผมว่า เวลาซื้อของแล้วห้ามเช็กราคาของชิ้นนั้นๆ อีก ถ้าเจอถูกกว่าแล้วจะเสียใจ ผมไม่เชื่อคำนั้นจึงลองเสิร์ชดูเล่นๆ ว่าราคารองเท้าของผมนั้นสนนราคาตามหน้าเวบอยู่ที่เท่าไหร่ ในหน้าไฮไฟว์แห่งหนึ่งที่เปิดมาเพื่อขายรองเท้าโดยเฉพาะประกาศสนนราคคารองเท้ารุ่นเดียวกับที่ผมซื้อมาไว้ที่ 2,500 บาท!!! ผมหลับตาลงนอนตะโกนขึ้นฟ้าที่มีหลังคาคลุม “เจ็ดเป็ด!!!!!!” เรื่องทั้งหมดมีเท่านี้ล่ะครับ
March 15 สันดานในหนังเรื่อง Watch Men แม้ว่าผมจะจดจำประโยคเด็ดหรือว่าคำหล่อใดๆ จากตัวละครไม่ได้ แต่หนึ่งในประเด็นของหนังที่พูดถึงสิ่งที่เรียกกันว่า ‘สันดานของมนุษย์’ ก็ทำให้ผมต้องตีอกชกหัว ชกตัวชกลม ลุกขึ้นสบถใส่ตัวเองในใจว่า ออกไปเดี๋ยวนี้นะ อีสันดานชั่วร้าย! แน่นอนว่ามันไม่ประสบผลสำเร็จแต่ประการใด สันดานยังคาค้างอยู่ที่ผม ไม่ว่ามันจะดีหรือเลวต่อใครก็ตาม ความเป็นจริงแล้ว ในความคิดของผม(ซึ่งมีความรู้เท่าหางอึ่งอาง ที่นอนผึ่งแดดอยู่กลางทะเลทรายในทวีปแอฟริกาใต้อันห่างไกลจากความรู้และห้องสมุดประชาชน) การนิยามสันดานให้โอนเอียงไปสู่สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นในแง่ของความดีเลว อาจเป็นเพียงการสะท้อนมุมมองของใครคนหนึ่ง กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง หรือใครคนใดก็แล้วแต่ ที่จะชี้ให้เห็นว่าตัวของเขานั้นเป็นคนเช่นใด แต่หากจะให้ผมยกตัวอย่างสันดานเลวของใครสักคน เพื่อสะท้อนขั้วตรงข้ามให้เห็นถึงุมมองอันแตกต่างนั้น คงเป็นเรื่องที่ยากเกินรอยหยักสมองของผมจริงๆ เพราะความสรุปต่อประเด็นนี้จำเป็นต้องอาศัยสิ่งที่จะมาจำกัดความหมายของคำว่า ‘สันดานมนุษย์ที่แท้จริง’ ให้ได้เสียก่อน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของคำว่าสันดาน เอาไว้ว่า ‘สันดานคืออุปนิสัยที่มีมาแต่กําเนิด มีสันดานดี มีสันดานเลว มักใช้ไปในทางไม่สู้จะดี’ หากสันดานคืออุปนิสัยที่มีมาแต่กําเนิดจริง แล้วเราจะบอกได้อย่างไร ว่านี่คืออุปนิสัยที่มีมาแต่กําเนิดของคนๆ นี้จริง เราจะบอกได้อย่างไรว่าคนๆ นี้มีอุปนิสัยแบบนี้ตั้งแต่เกิดได้อย่างไร แล้วอะไรคือกฎเกณฑ์ของการที่จะบอกว่านี่คือสันดานมนุษย์ นี่คืออุปนิสัยที่มีมาแต่กําเนิด แล้วอย่างไหนร้ายอย่างไหนดี เพราะหากเรื่องร้ายของคนนี้ไปดีกับอีกคนหนึ่งล่ะ หากเรื่องดีของคนๆ หนึ่งไปทำร้ายใครอีกคนหนึ่งขึ้นมาละ สันดานไหนควรดีหรือเลว และ/หรือมันอาจเป็นได้ทั้ง 2 สถานะ ชายคนหนึ่งอาจโดนเพื่อนแฟนเก่าด่าว่ามีสันดานเลว นิสัยเลวได้เพราะเพียงเขาตัดสินใจบอกเลิกกับเธอเพราะว่าเขาได้เจอกับคนใหม่ที่ดีกว่าและเขารักมากกว่า ชายคนนี้ทำดีกับเขามากๆ จนหญิงสาวคนใหม่และเพื่อนของหญิงสาวคนใหม่ต่างก็บอกว่าเขาคนนี้ช่างนิสัยดีเสียจริง มองจากเรื่องที่ผมยกตัวอย่างนี้อาจบ่งบอกได้ว่า เวลา คือส่วนหนึ่งที่จะบอกว่าสันดานของแต่ละคนนั้นมีลักษณาการอย่างไร แต่หากเรามองความเป็นจริงของชีวิตที่กว้างกว่าความหมายเหล่านี้ คำอธิบายคมๆ สั้นๆ ว่า เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน คนเราเคลื่อนที่ตลอดทั้งภายในภายนอก จะถูกนำมาใช้กับคำว่าสันดานได้ไหม หากเวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน เราจะเปลี่ยนสันดานได้ไหม ผมเองไม่รู้คำตอบแท้จริงเลยหรอก คงต้องไปถามคนที่ออกตัวว่าเขาได้กลับตัวกลับใจแล้ว แต่คุณอาจหน้าหงายได้หากเขาคนนั้นบอกว่า "เค้ามิได้กลับใจจากสันดานหรอกนะตะเอง" สันดานในความหมายที่ผมได้รับรู้และเข้าใจจึงยังไม่ชัดเจนต่อตนเองมากเท่าใด หากสันดานของแต่ละคนล้วนแตกต่าง และสันดานดีเลวในความหมายของปัจเจกบุคลลก็มิเหมือนทั้งคนอื่นและต่อตนเองในเวลาที่เปลี่ยนผ่านไป ความสรุปของเรื่องราวที่ไม่ชัดเจนนี้ แท้จริงอาจมาจากสันดานอันโง่เขลาของผมเอง ที่สะท้อนความคิดต่อสิ่งที่เรียกว่า สันดาน ออกมาด้วยท่าทีที่ไร้ซึ่งความรู้ ความเข้าใจและหาไม่มีซึ่งคำตอบในคำถามของตนเอง แม้ในความสงสัยต่อสันดานที่แท้จริงจะยังไม่กระจ่างชัดก็ตาม ทว่า 4 กรณี ไล่ตั้งแต่ ภาพยนตร์เรื่อง Watch Men, a History of Violence ที่เพิ่งได้ดู การเป็นโกสไรเตอร์ให้ความดารานักร้องผู้หนึ่ง ที่กำลังกลับตัวกลับใจเปลี่ยนตัวเองสู่ขั้วความเป็นคนดี และสุดท้ายคือความรำคาญต่อนิสัยแย่ๆ ของตัวเองต่างๆ นาๆ ที่คอยทำลายความรู้สึกของผู้อื่นและตนเองอยู่เป็นประจำ ได้ทำให้ผมมกมุ่นตัวเองอยู่ในมวลของการเห็นสันดานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการมกหมุ่นเหล่านี้ก็ไม่ได้มีอะไรให้ตัวผมเองไปมากกว่า ความคิดเวียนวนวุ่นวายและความอยากระบายซึ่งไร้วิธีจัดการที่ชัดเจน การเขียนเป็นสิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจ ผมระบายออกมาด้วยความรวดเร็วด้วยแทบจะไม่ได้หยุดคิด หน้ากระดาษว่างเปล่าของไมโครซอฟออฟฟิศบนจอคอมพิวเตอร์ ค่อยๆ เติมเต็มด้วยตัวอักษรภาษาไทยมากขึ้นๆ และเมื่อถึงปริมาณที่ผมคิดว่ากำลังพอดิบพอดี ผมจึงจบบรรทัดสุดท้ายลงด้วยตัวอักษรเดียวกัน กับข้อความอันเป็นจุดเริ่มต้น February 20 วิจารณ์เพื่อน้อง
สืบเนื่องมากจากคำขอความช่วยเหลือของรุ่นน้อง ทำให้ผมจำเป็นต้องวิจารณ์ภาพยนตร์ด้วยความรู้ในการวิจารณ์ที่มีแค่หางอึ่งอ่าง แต่ไหนๆ ก็เขียนออกมาแล้วทั้งที ส่งอาจารย์ไป น้องก็บอกว่าอาจารย์แทบไม่อ่านอะไรเลย ผมจึงขอนำมันมาเผยแพร่และแนะนำภาพยนตร์เรื่องที่ผมชื่นชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้ไว้ให้พิจารนาและอ่านกันเล่น เพลินๆ นะครับ ...........
Adaptation วิวัฒนาการบนความรื่นรมย์
Adaptation คือภาพยนตร์จากมือเขียนบทคุณภาพ ชาลี คอฟแมน ที่เล่าเรื่องราวผ่านแนวคิดอันมุ่งเน้นให้ความหมายกับการวิวัฒนาการ การดัดแปลงและการเรียนรู้ที่จะมีชีวิติออยู่ ด้วยกลวิธีการเล่าอันเรียบง่ายแต่ซับซ้อนและหักมุมอย่างเหลือเชื่อ
ตัวหนังเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่เป็นนักเขียนบทผู้หวังจะสร้างงานที่มีคุณค่าและมีความหมายมากกว่าชิ้นงานธรรมดาทั่วไป ในขณะเดียวกันตัวละครหลักที่มีชื่อเดียวกับคนเขียนบทตัวจริง อย่าง ชาลี คอฟแมน ก็มีน้องชายฝาดแฝดที่ชื่อ โดนัลด์ คอฟแมน เป็นอีกตัวละครที่พยายามจะเขียนบทเช่นกัน หากแต่ความมุ่งหวังในชุดความคิดที่ชาลี มองน้องชายนั้น ได้ขัดแย้งกับตัวเขาเป็นอย่างยิ่ง
ประเด็นที่แอบซ่อนและโชว์ให้เห็นอย่างชัดเจนในภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นค่อนข้างหลากหลายและเปิดจินตนาการให้ผู้ชมสามารถตีความได้อย่างอิสระ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อหนังคืบเคลื่อนเข้าสู่แก่นของมันมากเท่าไหร่ ความอิสระเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะพาเราดำดิ่งเข้าสู่ความหมายที่แท้จริงของการดำรงอยู่ และวิธีการดำรงอยู่บนโลกแห่งความจริง ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องบางอย่างที่เราทั้งไม่อาจคาดคิดและไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยนอกเสียจากตัวของเราเอง
ชาลี พยายามขบคิดแล้วขบคิดอีกเพื่อหาหนทางใหม่ๆ ให้กับภาพยนตร์ของที่ต้องการดัดแปลงจากหนังสือที่เล่าเรื่องการตามหากล้วยไม้ของ จอห์น ลาโรช (คริส คูปเปิอร์) ที่เขียนขึ้นจากการติดตามของนักเขียนหญิง ซูซาน ออร์ลีน (เมอรีล สตรีพ) ชาลี พยายามจะไม่ให้ภาพยนตร์เป็นเพียงภาพสะท้อนของหนังสือเล่มนี้เท่านั้น เขาอยากให้มันเป็นหนังที่สร้างขึ้นใหม่ ในกรอบแนวคิดซึ่งตัวเขาเชื่อว่ามันคือการพัฒนา และเป็นการดัดแปลงที่เข้าขั้นดี แต่ทว่า ยิ่ง ชาลี พยายามเท่าไหร่ ดูเหมือนเขาจะหมดหนทางที่เข้าใกล้คำนิยามว่า ‘ดี’ ที่แม้แต่เขาเองก็ยังไม่อาจจินตนาการมันได้
ต่างกันกับทางน้องชายของเขา โดนัลด์เลือกที่จะออกไปเรียนเขียนบทด้วยสูตรสำเร็จและเขียนบทหนังในลักษณะที่ ชาลี ไม่ชื่นชอบจนเข้าขั้นเกลียดเลยด้วยซ้ำ
ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังคงไม่เกิดนอกจากเรื่องจริง ชาลี เริ่มมองหาไอเดียใหม่ด้วยการใส่เรื่องจริงของเขาให้ซ้อนทับไปกับการตามหากล้วยไม้ของ ลาโรช และการทำงานของ ออร์ลีน ไว้ด้วยกัน ชาลีพยายามจะเขียนเรื่องจริงที่ไม่มีเรื่องตื่นเต้นใดๆ ลงไป โดยหวังให้ภาพยนตร์จากชีวิตที่ไม่มีอะไรเลยนั้น สะท้อนภาพจริงและแนวคิดที่มาจากหนังสือเกี่ยวแก่เรื่อง ดอกไม้ ได้ดีและน่าสนใจที่สุด แต่แล้ว เมื่อเขาเขียนมันออกตามความคิดนั้น เขากลับหมดหวังและท้อแท้ต่อสิ่งที่ตัวเองได้เพราะมันไม่มีอะไรเลย ความหมดหวังท้อแท้ที่เกิดขึ้นยิ่งเพิ่มมากเข้าไปอีก เมื่อบทที่ โดนัลด์ ฝากนำเสนอตัวแทนของชาลี กลับได้รับความสนใจและมีโอกาสประสบความสำเร็จในแง่การขายสูง
ชาลียอมแพ้แก่ตัวเอง เขาเดินทางไปเข้าเรียนในคลาสสอนการเขียนบทเดียวกับโดนัล ที่เขาเกลียดนักเกลียดหนาและประโยคที่วิทยากรที่ชื่อ แมคไกว ได้บอกกับชาลี ก็เหมือนจะเป็นการสะท้อนความหมายบางที่หนังเรื่องนี้ต้องการ เขาย้ำกับ ชาลี ว่า
“เมื่อคุณเริ่มเรื่องคุณจะเล่ายังไงก็ได้ แต่สิ่งที่จะพิสูจน์งานก็คือตอนจบ มันต้องมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลง ตัวละครต้องเปลี่ยนแปลง”
ชาลีรู้สึกละอายที่เข้าไปฟังการบรรยายครั้งนั้น แต่นั่นก็เปรียบเหมือนการเอาค้อนปอนด์มาทุบหัวเขาอย่างแรง ความคิดของเขาได้ถูกอะไรบางอย่างกระแทกจนตัวละครอย่างเขา เริ่มเปลี่ยนแปลง เขาชวนโดนัลด์ มาวิจารณ์บทหนังและแม้โดนัลด์จะเห็นตัวเองอยู่ในภาพยนตร์ของพี่ชายในลักษณะเหมือนตัวละครที่ถูกล้อเลียน แต่เขาก็ไม่สนใจได้แต่บอกว่าชอบทั้งที่พี่ชายล้อตัวเขา
จุดเปลี่ยนของเรื่องนั้น ทับซ้อนอยู่กับความสัมพันธ์ของออร์ลีน และลาโรช ที่เกินเลยไปมากกว่าแหล่งข่าวและนักข่าวเมื่อ ชาลี กลัวการเผชิญหน้าและวานให้โดนัลด์ ไปพบและสัมภาษณ์เพื่อทำความรู้จักกับออร์ลีนแทนตัวของเขาเอง โดนัลด์ค้นพบเรื่องราวบางอย่าง และนั่นก็คือจุดที่ทำให้ภาพยนตร์ของ ชาลี ไม่ใช่เรื่องธรรมดาอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวในตัวละครของ คอฟแมน นั้น ซ้อนทับอยู่กับความจริงของตัวละครที่เราไม่อาจแยกออกได้ว่าอันไหนคือภาพยนตร์อันไหนคือบทที่มาจากชีวิตจริงของชาลี ด้วยความยอกย้อนตั้งแต่การตั้งชื่อตัวละคร เป็นชื่อคนเขียนบท ทำให้เรามองเห็นความเป็นไปของชีวิตคนเขียนบทคนหนึ่ง ที่ติดกรอบความคิดบางอย่างในการถ่ายทอดเรื่องราวความเปลี่ยนแปลง แลได้การเรียนรู้ชีวิตผ่านเรื่องราวธรรมดาที่กว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ สิ่งที่ต้องแลกมากับความเข้าใจในชีวิตก็ได้กลายเป็นความสูญเสียที่น่าสลดหดหู่อย่างเหลือเชื่อ และเมื่อชีวิตดำเนินต่อ สิ่งที่ ชาลี กระทำคือการการลบล้างในสิ่งย่ำแย่ให้เหลือไว้แต่ความทรงจำที่ดี และหนึ่งในส่วนดีเหล่านั้นก็ได้กลายมาเป็นบทภาพยนตร์ชั้นเลิศ ที่สะท้อนความคิดเกี่ยวแก่การ Adaptation ด้วยการ Adaptation บทละคร ชีวิตจริง หนังสือ เข้าไว้ด้วยกันอย่างฉลาด รื่นรมย์และคมคาย
January 14 จากเมเจอร์รัชโยธินสู่ ก.ม.26 ด้วยเท้าเปล่า!
เมื่อวานผมเดินเท้าเปล่าจากเมเจอร์รัชโยธินกลับบ้านครับ...ทึง!
ตกใจไหมครับ ผมเองยังตกใจกับตัวเองเลยครับว่าทำไปได้ยังไง ใครจะหาว่าผมบ้า จะว่าเพี้ยน อกหัก หรือติสแดกส์ ผมก็ขอรับไว้ทั้งหมดเลยแล้วกันครับ เพราะผมเองยังไม่เข้าใจเลยครับว่าผมจะเดินไปทำหอยทากหอยหลอดอะไร
ผมไม่ได้นับระยะทางหรอกว่ามันยาวไกลสักเท่าใดจากเมเจอร์ถึงบ้านผม(ซึ่งอยู่บริเวณ ก.ม. 26 ใกล้จะถึงปทุมธานีนั่นเอง) แต่ด้วยรอยพองและรอยช้ำที่เท้าของผมก็บ่งบอกชัดเจนได้ว่ามันไกลมากๆ ….ขออัศเจรีย์อีกสามที!!!
ตามประสาคนคิดคนเขียน ผมได้เก็บความรู้สึกบางอย่างจากการเดินทางระยะเวลากว่า 3 ชั่วโมงครั้งนี้มาจำแนกแจกจ่ายความคิดความรู้สึกให้ฟัง(อ่าน)กันเล่นๆ ครับ
· ฟุตบาทบ้านเราแย่มาก ตะปุ่มตะปั่มมากมาย
· ตลอดเส้นทางฟุตบากระหว่าง 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เต็มไปด้วยคนทำงานมากมาย ตั้งแต่ร้านอาหาร คนขุดท่อ ช่างทาสี ไปจนกระทั่ง คนทำถนน (ก็ถูกต้องแล้วนี่)
· ข้างทางตอนกลางคืนเวลาเดินไม่มืดมากจนน่ากลัว
· รองเท้าที่หลวมเวลาเดินนานๆ มันจะสีกันจนพอง
· บนถนนยามค่ำคืนเต็มไปด้วยหมาจรจัด
· แล้วผมก็เห็นหมาพุดเดิ้ลจรจัดด้วย
· มีรถจักรยานยนตร์อยู่สองสามคันที่อาสาให้ผมติดรถไปด้วย อย่างน้อยการเดินก็ทำให้ผมได้พบน้ำใจ น่ารักๆ จากคนแปลกหน้า
· ผมเดินผ่านร้านคาราโอเกะ ที่มีเด็กนั่งดริ้งเต็มหน้าร้าน ใบหน้าของพวกเขาดูเหน็ดเหนื่อย และน่าเห็นใจ ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่ดูเหมือนเขาไม่ได้ชื่นชอบงานแบบนั้น
· ร้านข้าวต้มมากมาย ว่างเปล่าไร้ผู้คน มีก็แต่เจ้าของที่นั่งดูทีวีกับเด็กเสิร์ฟ
· ร้านมอเตอร์ไซด์ที่เขาเอาออกมาโชว์หน้าร้านหลายๆ คัน ตอนกลางคืนเขาเก็บเข้าโชว์รูมหมด
· อากาศเย็นทำให้เราเหนื่อยน้อยลง
· เวลาเดินช้าๆ มองท้องฟ้า พระจันทร์จะสวยขึ้นเป็นกอง
· ร้านอาหารบนฟุตบาทบ้านเรามีเยอะมากจริงๆ
· หลายร้านค้าที่เรามองตอนอยู่บนรถ แตกต่างจากที่เราได้สัมผัสด้วยเดินอย่างมาก
· โดยเฉพาะร้านเหล้าย่านสะพานใหม่ที่ไม่ได้แย่อย่างที่คิด
· ที่ลานจอดรถตลาดยิ่งเจริญมีคนเตะบอลตอนกลางคืน
· บ้านของห้างทอง เปลี่ยนเป็นชื่อ นพดล ธรรมวัฒนะ แล้ว
· อ่านมาถึงตรงนี้ดูท่าว่าการเดินครั้งนี้ไม่มีอะไรที่น่าเรียนรู้เอาเสียเลย
· แต่สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเรียนรู้ได้ดีก็คือ ‘มึงไม่ควรเดินกลับบ้านอีก’ (ผมบอกตัวเอง)
· ใครบางคนบอกว่าผมกำลังอินเลิฟ เพราะคนอินเลิฟมักจะคิดมากและทำอะไรเพี้ยนๆ
· ผมปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องอินเลิฟ
· แต่ผมก็ไม่ได้บอกไปหรอกว่า หนึ่งในเหตุผลที่เดินนั้น คือการหาข้ออ้างเพื่อโทรศัพท์ไปหา...ใครสักคน
December 29 อยากเลียนแบบ
หลังจากอ่านคอลัมน์ การรวบรวมชีวิตบทสรุปและแง่มุมต่างๆ ในปีที่ผ่านมาจากหลากหลายรูปแบบและหลากหลายผู้คน ทั้งตามหน้านิตยสารและบล็อกต่างๆ มากมาย ทำให้ผมรู้สึก อยากเลียนแบบบ้าง ดังนั้น นี่คือบทสรุปเท่าที่จะคิดได้จากปีที่ผ่านของผม ซึ่งไม่ขอนิยามว่ามันเป็น บทเรียน ข้อคิด หรือ สิ่งที่ชอบ ใดๆ ทั้งสิ้น (เพราะผมจะปนมันมั่วไปหมดแหละ) หากจะนิยามได้ มันน่าจะเป็นเพียงข้อเขียนที่อยากเลียนแบบมากที่สุดในเวลานี้ก็เท่านั้นเอง
· เวลาสนุก ไม่จำเป็นต้องหัวเราะหรือร่าเริง เสมอไป
· ความเชื่อเป็นสิทธิทส่วนบุคคล และเมื่อไหร่ที่เราคิดว่าความเชื่อของคนอื่นซึ่งไม่เหมือนเราเป็นเรื่องผิด เมื่อนั้นเรากำลังละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่นอยู่ และนั่นดูจะคล้ายๆ เป็นเรื่องที่ผิด(ในความเชื่อของผม)
· เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับพี่ต๊ะ เรื่องเครื่องหมาย ‘…..’ ที่ถูกใช้มากเกินไป จนสร้างค่านิยมเน้นคำ ‘หล่อ’ แต่ไม่มอง ‘ภาพรวม’
· การเห็นแก่ตัวไม่ใช่เรื่องผิด และการเห็นแก่ส่วนรวมบางครั้ง ก็เป็นเรื่องเดียวกันกับการเห็นแก่ตัว
· ช่วงนี้ชอบมิวสิกวีดีโอของอาร์เอสมากไม่รู้ทำไม
· ความคิดและความรู้สำคัญเท่าๆ กัน
· ตลกน้อยลงบ้างก็ดี
· เรื่องบางเรื่องเหมาะควรจะเป็นแค่ความฝัน
· เวลาเศร้าเสียใจ ไม่สมหวัง เป็นทุกข์ แก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการยอมรับ แต่การยอมรับ ก็นับเป็นวิธีแก้ไขเรื่องความทุกข์ที่ยากที่สุดเช่นกัน
· ผมและพี่ชายได้เจอทุกข์ครั้งยิ่งใหญ่ร่วมกัน และมันก็ให้เรารู้ว่าครอบครัวสำคัญกับเรามากแค่ไหน
· การอ่านจำเป็นกว่าการรักการอ่าน
· ขอแสดงความยินดีกับ บารัค โอบามา และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
· เบื่อเหตุผลที่ยืนอยู่บนความเชื่ออันแตกต่างและความจริงที่ไม่ตรงกัน และการตั้งตนเองเป็นดั่งผู้กุมความถูกต้อง
· ยังไงๆ ผมก็ไม่ชอบเพลงลูกทุ่ง แต่ก็ไม่ได้รังเกียจเดียจฉันท์
· และเกลียดตัวเองที่กระแดะ ฟังเพลงฝรั่งทั้งที่อ่อนภาษาอังกฤษยิ่งกว่าเด็กประถม
· ขอบคุณ The Thrills ที่ทำเพลงให้ผมฟังแล้วฟังอีก ได้อย่างไม่รู้จักเบื่อ
· เวลาทำงานแล้วรู้สึกว่าเพื่อนน้อยลงจริงๆ
· ขอบคุณชาว happening อย่างเหลือล้น มีความสุขมากๆ ที่ได้ทำงานในที่ซึ่งเต็มไปด้วย ความจริงใจ ความอบอุ่น ความน่ารัก เสียงหัวเราะ และน้ำใจจากเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่แตกต่างไปจากคำว่า ‘ครอบครัว’
· ยังคงชอบประโยคที่ว่า “เวลาทำงานถ้าเราสนุกเหนื่อยเดี๋ยวก็หาย แต่ถ้าเราไม่สนุก เราเบื่อ พอเหนื่อยขึ้นมานี่ลำบากเลย”
· 1 ปีที่ผ่านผมรู้ตัวเองว่าได้ทำงานโดยขาดความรับชอบ ในหลายๆ ชิ้น ขออภัยตรงนี้ และสัญญาทั้งกับตัวเองและเจ้านายว่า จะปรับปรุงตัวเองในปีถัดๆ ไป
· ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการตีความไปเสียแล้ว และผมเองก็สับสนกับความจริงของมันมากโขทีเดียว
· อ้อ ที่น่าประทับใจมากคือ พี่จอม หรือ บอบู๋ เมมเบอร์ผมด้วย (ขอเหมาเอาเอาว่าเราสนิทกันนะพี่จอม)
· เกลียดเครื่องอัดเสียง mp3 มาก ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ใช้มันอีก
· เป็นเอก รัตนเรือง,จิระ มะลิกุล,วรพจน์ พันธ์พงศ์,บอบู๋ บูรนิจฉ์ รัตนวิเชียร,ชัยพรและประวิทย์ แห่ง สนพ.สมมติ,อธิคม คุณาวุฒิ,อนุสรณ์ ติปยานนท์,ลุงมกุฏ อรฤดี แห่ง สนพ.ผีเสื้อ,พี่โน้ตพี่ต้อม,อาสุชาติ,พี่เจ้ย อภิชาติพงศ์,พี่ซัน มาโนช,ธรรมรัตน์ โภคัย หรือพี่มากาเร็ต,พี่ต๊ะ,พี่วิภว์ บุคคลเหล่านี้คือความประทับใจที่ผมได้สนทนา และขอขอบคุณมากๆ ที่พัฒนาทั้งความรู้และความคิดให้แก่ผมครับ
|
|
||||
|
|